ทรงปลงอายุสังขาร
นับแต่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จเที่ยวจาริกไปในชนบท
น้อยใหญ่ สั่งสอนมหาชนให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใส ให้ได้บรรลุธรรมาภิสมัยตามอุปนิสัย
ของตนๆ แล้ว ทรงเห็นว่าพระศาสนาของพระองค์ประดิษฐานอยู่สมความปรารถนาไว้เดิมแล้ว
นับแต่พระองค์ได้ตรัสรู้มาได้ ๔๔ พรรษา
ครั้นพรรษาที่ ๔๕ พระองค์เสด็จออกจากอัมพปาลีวัน ไปสู่บ้านเวฬุวคาม แขวงเมือง
ไพสาลี (หรือ เวสาลี) ครั้นจวนจะเข้าพรรษาแล้ว พระองค์จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุได้จำพรรษา
ในแขวงเมืองไพสาลีนั้นตามอัธยาศัยของตน ๆ ส่วนพระองค์เองจำพรรษาอยู่ที่บ้านเวฬุวคามนั้น
ภายในพรรษานั้น พระองค์ก็ทรงพระประชวรชราพาธอันกล้าเกิดทุกขเวทนา ใกล้จะมรณชนม์
พินาศ แต่พระองค์ทรงดำรงพระสติสัมปชัญญะ ไม่ให้ชราพาธนั้นเบียดเบียนพระองค์ได้ ทรง
อดกลั้นทุกขเวทนานั้นด้วยอธิวาสนขันติ แล้วพระองค์ก็ทรงขับไล่อาพาธนั้นเสียด้วยอิทธิบาท
ภาวนา
ทรงปลงอายุสังขาร
เหตุแผ่นดินไหว ๘ ประการ
เหตุแผ่นดินไหว ๘ ประการ
เมื่อพระอานนท์เห็นแผ่นดินไหวอันเป็นเหตุอัศจรรย์ดังนั้น ก็มีความสงสัย จึงเข้าเฝ้า
แล้วทูลถามถึงมูลเหตุที่เกิดอัศจรรย์แผ่นดินไหวนั้น พระองค์จึงตรัสถึงเหตุ ๘ ประการ ที่ให้เกิด
แผ่นดินไหว คือ
๑. ลมกำเริบ
๒. ผู้มีฤทธิ์บันดาล
๓. พระโพธิสัตว์จุติจากดุสิตลงสู่พระครรภ์
๔. พระโพธิสัตว์ประสูติ
๕. พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
๖. พระตถาคตแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
๗. พระตถาคตปลงอายุสังขาร
๘. พระตถาคตเสด็จปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน
ที่มา : หนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี
สถานที่ทรงกระทำนิมิตโอภาส ๑๖ ตำบล
สถานที่ทรงกระทำนิมิตโอภาส ๑๖ ตำบล
พระอานนท์ได้ทราบว่าพระพุทธองค์ทรงปลงพระชนมายุสังขารเสียแล้ว จึงทูลอาราธนา
เพื่อจะให้พระองค์ดำรงพระชนมายุอยู่สั่งสอนสัตว์โลกตลอดกัลป์หนึ่งถึง ๓ ครั้ง พระองค์
ก็ตรัสห้ามเสีย แล้วตรัสว่าตถาคตทำนิมิตโอภาสอันชัด และพระอานนท์ไม่สามารถจะรู้
ไม่ได้วิงวอนตถาคตในครั้งก่อน ๆ ก็เป็นความผิดของพระอานนท์ผู้เดียว แล้วพระองค์ได้ตรัส
สถานที่ที่ทรงทำนิมิตโอภาสให้พระอานนท์ทูลอาราธนาถึง ๑๖ สถาน
อยู่เมืองราชคฤห์ ๑๐ สถาน คือ
๑. ภูเขาคิชฌกูฎ
๒. โคตมนิโครธ
๓. เหวที่ทิ้งโจร
๔. ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภารบรรพต
๕. กาฬสิลาข้างภูเขาอิสิคิลิบรรพต
ประทานพระโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์
ประทานพระโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์
ครั้นพระศาสดาตรัสแก่พระอานนท์ดังนั้นแล้ว ก็เสด็จไปสู่กูฎาคารศาลาป่ามหาวัน
ตรัสให้ประชุมภิกษุทั้งหลาย บรรดาที่อยู่ในเมืองไพสาลีนั้นแล้ว พระองค์ทรงแสดงอภิญญา
เทสิตธรรม คือ โพธิปักขิยธรรม และทรงแสดงสังเวคกถา และอัปปมาทธรรมว่า “ภิกษุ
ทั้งหลาย บัดนี้ เราเตือนท่านทั้งหลายให้รู้ว่า สังขารมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่าน
ทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและผู้อื่นให้บริบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด แต่นี้ไปอีก ๓
เดือน ตถาคตจักนิพพาน”
ครั้นรุ่งเช้า พระองค์ก็เสด็จเข้าไปในเมืองไพสาลีเพื่อเสด็จบิณฑบาต ครั้นปัจฉาภัต
เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้ทอดพระเนตรเมืองไพสาลีเป็นนาคาวโลก (อาการที่ทรงเหลียวดู
อย่างช้าง) แล้วตรัสแก่พระอานนท์ว่า ตถาคตเห็นเมืองไพสาลีครั้งนี้เป็นปัจฉิมทัศนะ (การเห็น
ครั้งสุดท้าย) แล้ว แล้วเสด็จพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไปสู่บ้านภัณฑุคาม ตรัสอริยธรรม คือ ศีล
ตรัสถึงทานนายจุนทะ
สมัยนั้น บุตรแห่งมัลลกษัตริย์ผู้หนึ่งชื่อปุกกุสะ เป็นสาวกของอาฬารดาบส กาลาม
โคตร ออกจากเมืองกุสินาราจะไปเมืองปาวานคร ครั้นมาถึงที่นั้น ได้เห็นพระศาสดา จึงเข้า
ไปเฝ้า พระองค์ได้แสดงสันติวิหารธรรมให้เกิดความเลื่อมใส เขาได้น้อมคู่แห่งผ้าสิงคิวรรณ
เข้าไปถวาย พระองค์จึงตรัสให้ถวายพระองค์ผืนหนึ่ง แล้วให้ถวายพระอานนท์อีกผืนหนึ่ง
ปุกกุสะก็ทำตามพุทธบัญชา พระองค์ก็ทรงแสดงธรรมีกถาให้ชื่นบานพอสมควรแล้ว ปุกกุสะ
อภิวาทแล้วหลีกไป ครั้นแล้ว พระอานนท์ก็นำเอาผ้าสิงคิวรรณของท่านนั้นเข้าไปถวายพระ
พุทธองค์อีก เมื่อพระองค์ทรงผ้า ๒ ผืนแล้ว พระกายของพระองค์ผุดผ่อง จนพระอานนท์ทูล
สรรเสริญ พระองค์จึงตรัสถึงพระกายของพระองค์ผุดผ่องนั้นมีอยู่ ๒ ครั้ง คือ
๑. ในเวลาราตรีที่จะตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
๒. ในเวลาราตรีที่จะปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
และตรัสไว้ว่า ในเวลาราตรี ตถาคตปรินิพพานในระหว่างนางรังทั้งคู่ ณ สาลวันแห่งมัลลกษัตริย์
ในเมืองกุสินาราแล้วตรัสว่า “เรามาไปพร้อมกันไปสู่แม่น้ำกกุธานที” พระอานนท์รับพุทธฎีกา
แล้ว ก็บอกแก่ภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ
